ออกแบบ : DESIGN
THINKING | INNOVATION … โดย สรชัย กรณ์เกษม | SORACHAI KORNKASEM
DESIGN SCHOOLS (DS.1) : โรงเรียนสอนการออกแบบ ตอนเบาเบาที่หนึ่ง

ถึงแม้เราจะรู้ว่าการเรียนการศึกษาไม่จำเป็นต้องอ้างอิงมาจากตำราหรือเข้าไปเรียนในโรงเรียนอย่างเดียวก็ได้ เพราะเราอาจจะได้มาจากการฝึกฝนเอง การทำงานกับ masters ก็ได้ และเราก็เห็นผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นนักมวยนักออกแบบที่มีความสำเร็จมานักต่อนัก แต่บทความ Design Schools แต่ละตอนในที่นี่ จะเอาเรื่องราวสั้นๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนการออกแบบ โดยจะเน้นที่เค้าเรียนรู้อะไรกัน แล้วสูตรผสมในนั้น ปั้นก่อให้เกิดความสำเร็จได้มากหรือน้อยได้แค่ไหน จริงๆเป็นการที่ผมไปแอบดู และแอบอ่านจากชาวบ้าน ว่าเค้าทำอะไรกัน แล้วผมเอามานินทาต่อ แต่นินทาแบบให้ได้”ความ” ไม่ลบหลู่

และแน่นอนโรงเรียนแรกที่ผมขอเอามาเห่อแนะนำก่อนเลย เพราะเพิ่งเสียสตางค์ $20 เข้าไปดู นิทรรศการของเค้ามา การเอามาแจกๆ ความรู้กันไปผมจะได้รู้สึกว่า ค่าของเงินตรงนั้น มีค่ามากขึ้นอีกหน่อยนึง  โรงเรียนนี้ก็คือ Bauhaus (หรือแปลว่า Building House)

ที่ก่อตั้งมาในช่วง 1919 ถึง 1933 อยู่ในประเทศเยอรมัน แบ่งออกเป็นสามช่วงโดยการเริ่มต้นจาก Walter Gropius (ที่ Weinmar 1919-25) ไปสู่  Hannes Meyer (ที่ Dessau 1925-30) และสามปีสุดท้่าย Mies van der Rohe (ที่ Berlin 1930-33) ก่อนจะถูกปิดลงด้วย Nazi และคงไม่มีใครสงสัยมั้งครับว่าทำไมโรงเรียนนึ้ถึงน่าสนใจนักนะ ในฐานะที่เป็นโรงเรียนสอนการออกแบบแห่งแรก “the first model of the modern art school” และที่ประเทศไทยเราที่หลายๆหรือแทบทุกโรงเรียนสอนการออกแบบ ก็เอาหลักการคร่าวๆมาใช้เช่นกัน (เน้นว่า “คร่าวๆ” นำมาไม่หมด)

picture-11

ที่เราถือว่าเป็น โรงเรียนสอนการออกแบบสมัยใหม่ทีเป็นตัวอย่างให้กับที่อื่นๆก็เพราะหลักสูตรของ Bauhaus นั้นเน้นไปที่ทฤษฏีทางการศึกษาไปพร้อมๆกับการฝึกหัด ที่ฝึกฝนกันใน workshop (หรือจริงๆก็คือห้องที่ใช้เรียนรู้อย่างหนึ่ง) และได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดการปฏิวัติทางศิลปะและการออกแบบแบบ แบบ experiment ในต้นศตวรรษที่ 20 (มาถึงตอนนี้ผมเริ่มง่วงละ เพราะเป็นคนไม่เอาถ่านด้านประวัติศาสตร์เท่าไหร่ เลยอาจจะอธิบายได้ไม่ราบลื่นนัก ขอออกตัวไว้เลยก่อนนะครับ)

gropius

และอย่างที่เกริ่นไว้ Walter Gropius นี้เป็นสถาปนิกชาวเยอรมันที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดูแลโรงเรียน Arts and Crafts ใน Weimar ประเทศเยอรมัน (แทน Henry van de Velde) ซึ่งถือเป็นช่วงการเกิดปะทุของสงครามโลกครั้งที่ 1 และด้วยความที่ Gropius ไม่ค่อยถูกโฉลกกับสงครามนัก เค้าจึงอยากที่จะพัฒนาโรงเรียนที่มุ่งเน้นการผลิตการออกแบบอุตสาหกรรมที่นำมาใช้ในทางที่ดีเพื่อสังคม “the betterment of social conditions” มากกว่าที่จะการเอามาทำสงครามทำลายล้าง โดยหลักสูตรที่ได้รับการออกแบบนั้น เป็นการผนวกกันระหว่าง ศิลปินกับช่างฝีมือเข้าด้วยกันเป็นการลดช่องว่างระหว่าง ศิลปะกับระบบอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระแสโดดเด่นทางความคิดช่วงนั้น แต่โรงเรียน Bauhuas เองกลับมีความคิดตรงกันข้ามกับแนวความคิดในส่วนขั้นพื้นฐาน คือไม่สนใจจินตนภาพของงานที่เกิดจากชนบท ต่างแต่มุ่งประเด็นไปเน้นที่ เมืองและเทคโนโลยี และการโอบอุ้มยอมรับเอา machine culture เข้ามาใช้ (เราเริ่มจะคุ้นๆกับยุคนี้มั้ย ถ้าเราเอามาผูกเข้ากับ internet technology สมัยนี้ของพวกเราครับ)

เค้ามีการอธิบายกันไว้ทำนองนี้ครับ “ Mass production was the god, and the machine aesthetic demanded reduction to essentials, an excision of the sentimental choices and visual distractions that cluttered human lives.” (ตัดตอนมาจาก Fiona MacCarthy)

วันนี้เอาแค่เบาเบาไปก่อนนะครับ แล้วว่างๆเรามาต่อกันด้วยเรื่องอื่นๆ ที่เด่นชัดของ Bauhaus เช่นหลักสูตร งานเด็ดๆ และศิลปินนักออกแบบที่มีอิทธิพลมาถึงทึกวันนี้ ถึงกับมีคนพูดว่า “ถ้าไม่มี Bauhaus วันนั้น ก็ไม่มี iKea วันนี้”

(ภาพประกอบได้มาจาก MoMA_ pictures credits : MoMA)

Comments are closed.